การบริหารทีมงาน

การบันทึก/การจัดเก็บองค์ความรู้
ความรู้ในการจัดเก็บ เรื่อง “การบริหารทีมงาน”
จากการบรรยายโดย อาจารย์ไพลิน โกมลมิศร์
บันทึกเพื่อการจัดการความรู้ โดยอาจารย์รสสุคนธ์ สิโรเวฐน์
สำนักวิทยบริการ วิทยาลัยนครราชสีมา

ความเป็นมา :
การทำงานเป็นทีม มีความสำคัญอย่างยิ่งในทุกองค์กร เนื่องจากการทำงานเป็นทีมสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงานมากกว่าการทำงานคนเดียว เพราะการทำงานแบบ One man show ไม่สามารถสร้างความสำเร็จได้เสมอไป ทีมงานทุกคนต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในเรื่องของประสบการณ์ความสามารถในแต่ละปัจเจกบุคคล การทำงานเป็นทีมจึงมีบทบาทสำคัญที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของสมาชิกทุกคน ดังนั้น ผู้บริหารจึงเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาทีมงาน ซึ่งผู้บริหารจึงต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการที่หลากหลายและมีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง ในการจะนำพาทีมขององค์กรก้าวสู่ความสำเร็จต่อไป

กระบวนการ/ ขั้นตอน/ วิธีการปฏิบัติ :
กระบวนการสร้างทีม 4 ขั้นตอน
1. การรวมตัวกันของกลุ่ม (Forming) ในขั้นแรกของกลุ่ม เป็นช่วงของการทดลองเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ภายในกลุ่มควรมีการตั้งกฎพื้นฐานใช้ร่วมกัน สร้างความเชื่อใจซึ่งกันและกัน กำหนดงานที่ต้องทำ และกำหนดเป้าหมายร่วมกัน
2. การขัดแย้งภายใน (Storming) ช่วงต่อมาอาจมีการขัดแย้ง ความไม่พอใจระหว่างสมาชิก หรือไม่พอใจผู้นำกลุ่ม อันเป็นลักษณะธรรมชาติของบุคคลที่จะต่อต้านสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อความเป็นปัจเจกบุคคลของตน (Individuality) ผู้นำควรให้เกียรติลูกน้อง รับฟังความคิดเห็น และใช้คติ “ทำให้ชอบ พูดให้เชื่อ เพื่อให้ช่วย”
3. การกำหนดบรรทัดฐานกลุ่ม (Norming) หลังจากที่ได้มีการขัดแย้งเกิดขึ้น ฝ่ายที่แพ้อาจจะต้องออกจากกลุ่ม หรือปรับบทบาทใหม่ของตนเพื่อให้เข้ากับกลุ่มให้ได้ เพื่อที่ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มจะค่อยๆพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น จะมีการกำหนดบรรทัดฐานใหม่ๆ มีการกำหนดบทบาทใหม่ๆ และสร้างแนวปฏิบัติขึ้นใหม่ เพื่อให้ในสมาชิกกลุ่มยึดถือ และสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้เกิดขึ้นในกลุ่ม “ทุกคนควรมีส่วนในการคิด ทำ และมีส่วนร่วม”
4. การทำงานของกลุ่ม (Performing) เมื่อสมาชิกกลุ่มสามารถเข้ากันได้ดี กิจกรรมต่างๆจะสามารถดำเนินไปได้ดีขึ้น บทบาทของแต่ละบุคคลจะมีการยืดหยุ่น และให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความรักความผูกพัน มีแนวคิดใหม่ๆ มีความเชื่อมั่น มีการแข่งขัน ซึ่งจะช่วยให้การปฏิบัติงานนำไปสู่เป้าหมายในที่สุด

สิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานในองค์กร
ขั้นที่ 1 วิเคราะห์ตนเอง วิเคราะห์ว่าเราเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นๆในทีมอย่างไร สิ่งที่ตนเองทำมีอิทธิพลต่อบุคคลอื่นในทีมอย่างไร จุดเด่นของตนเองมีอะไรบ้าง เราได้นำจุดเด่นที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อทีมงานบ้างหรือไม่ จะแก้ไขจุดอ่อนที่ตนเองมี เมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นในทีมได้อย่างไร
ขั้นที่ 2 วิเคราะห์สมาชิกภายในทีม ตัวเราและสมาชิกแต่ละคน มีค่านิยม ทัศนคติ ความเชื่อ มีความชอบแตกต่างกันอย่างไร สามารถปรับปรุงตนเองในจุดใดได้บ้าง “แสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่างมากหรือน้อยได้อย่างไร” ควรใช้รูปแบบใดในการจูงใจแต่ละคน ความเหมือนและแตกต่างจากสมาชิกในทีมแง่มุมใด ประสบการณ์ในอดีตจะมีส่วนช่วยสนับสนุนงานด้านใดของทีมได้บ้าง บุคคลอื่นในทีมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวท่านอย่างไร
ขั้นที่ 3 ทำความเข้าใจกับสมาชิกในทีมทั้งหมด ประสบการณ์ความสามารถของทีมในปัจจุบันนี้ ทีมได้ทำประโยชน์ให้แก่องค์กรอย่างไรบ้าง สัมพันธภาพระหว่างสมาชิกภายในทีมเป็นอย่างไร การยกย่องให้เกียรติซึ่งกันและกันภายในทีมขณะนี้เป็นอย่างไร มีโอกาสพัฒนาให้ดีขึ้นได้หรือไม่ การสื่อความภายในทีมมีปัญหาและอุปสรรคบ้างหรือไม่ ขวัญและกำลังใจของทีมเป็นอย่างไร การยอมรับในบทบาทและความสามารถของผู้นำทีมมีมากน้อยเพียงใด
ขั้นที่ 4 ลงมือปฏิบัติ ควรมีความเสียสละ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมนำ ร่วมปฏิบัติ เพื่อให้ทีมบรรลุผลสำเร็จ มีความตั้งใจในการทำงานอย่างจริงจัง และมีความจริงใจต่อสมาชิกภายในทีม ต้องตระหนักถึงความสำคัญของหน้าที่ และความรับผิดชอบอย่างสม่ำเสมอ แสดงน้ำใจไมตรีต่อเพื่อนร่วมทีม ใฝ่หามาตรฐานเพื่อสร้างความเป็นเลิศให้เกิดขึ้นในการทำงาน

เคล็ดลับการทำงาน
หัวหน้า : การฟังลูกน้องมี 5 ระดับ ได้แก่ ไม่ฟัง แกล้งฟัง เลือกฟัง ตั้งใจฟัง และฟังอย่างเข้าใจ เพื่อช่วยแก้ปัญหา
ลูกน้อง : ลูกน้องควรรู้สถานะตนเอง ในการทำงานมี 2 สิ่งที่เลือกไม่ได้ คือ หัวหน้ากับลูกค้า ดังนั้น ควรเปลี่ยนตัวเอง เจอหัวหน้าเป็นพิษให้ Detox ตนเอง ไม่ใช่หัวหน้า
คำพิฆาตที่ไม่ควรใช้ : ไม่ได้ ดิฉันทำได้แค่นี้ ไม่ทราบ หาเอง ตามระเบียบทำไม่ได้ นั่นเป็นปัญหาของคุณ นั่นไม่ใช่หน้าที่ของดิฉัน การใช้คำศัพท์เฉพาะด้านที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจ
การสร้างความเชื่อใจต่อกัน : มีความเข้าใจแต่ละปัจเจกบุคคล ใส่ใจเรื่องเล็กน้อย เมื่อรับปากแล้วต้องทำให้ได้ บอกความคาดหมายให้ชัดเจน แสดงคุณธรรมส่วนตัวให้เห็น
วาจาสมานไมตรี :
6 คำ ควรจำ คุณทำ ฉันรับผิดชอบ
5 คำ กล่าวเมื่อเขาทำดี คุณทำได้เยี่ยมมาก
4 คำ ให้เขามีส่วนร่วม คุณคิดอย่างไร
3 คำ ต้องติดอยู่ที่ริมฝีปาก ขอความกรุณา
2 คำ ที่ควรใช้อยู่เสมอ ขอบคุณ
1 คำ ที่มีพลังสูงสุด เรา
1 คำ มีค่าน้อยที่สุด ฉัน
คาถา 6 P :
Positive Thinking มองโลกในแง่ดี
Peaceful Mind สงบนิ่ง ไม่หวั่นไหว
Patient อดทน
Punctual ตรงต่อเวลา
Polite สุภาพ อ่อนน้อม
Professional มืออาชีพ

ผลการปฏิบัติการ :
จากการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ภายในทีมสามารถสร้างความเชื่อใจซึ่งกันและกัน กำหนดงานที่ต้องทำ และกำหนดเป้าหมายร่วมกัน การปรับความเข้าใจระหว่างสมาชิก ทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสมาชิก เมื่อเกิดปัญหาและอุปสรรคก็ได้วิเคราะห์ร่วมกัน และร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ส่งผลให้ทุกคนมีความตั้งใจในการทำงาน มีความเสียสละ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมนำ ร่วมปฏิบัติ เพื่อให้ทีมบรรลุผลสำเร็จต่อไป

บันทึกการนำไปใช้ได้จริง
สมาชิกในทีมได้มีการวิเคราะห์ตนเอง วิเคราะห์เพื่อนร่วมงาน มีการทำความเข้าใจระหว่างสมาชิกในทีมเพื่อให้เกิดการปรับตัวเข้าหากัน วิเคราะห์ปัญหา เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรค เมื่อสมาชิกกลุ่มสามารถเข้ากันได้ดี กิจกรรมต่างๆจะสามารถดำเนินไปได้ดีขึ้น งานต่างๆสามารถผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันได้ทุกคน ช่วยให้การปฏิบัติงานนำไปสู่ความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

This entry was posted in การบริหารงาน, งานบุคคล. Bookmark the permalink.

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>